ญี่ปุ่นรับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามาและนำมาประยุกต์ผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่น

25 August 2015 | By admin in ท่องเที่ยว | Comments Off

43

ญี่ปุ่นเป็นประเทศเกาะอยู่ห่างจากชายฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชีย ในจำนวนเกาะทั้งหมดที่มีมากกว่า 6,800 เกาะ ญี่ปุ่นมีเกาะใหญ่อยู่ 5 เกาะ คือ เกาะฮอกไกโด ฮอนชูชิโคะคุ คิวชูและโอกินาวา ข้ามฝั่งทะเลไปทางเหนือจะเป็นดินแดน คาระฟุโตะหรือที่เรียกกันว่า ซาฮะริน กับไซบีเรีย ทางตะวันตกเป็นคาบสมุทรเกาหลีกับจีน ลักษณะทางภูมิประเทศที่เป็นเกาะนี้ ทำให้ญี่ปุ่นไม่ได้รับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของภาคพื้นทวีป แต่สามารถรับวัฒนธรรมจากภาคพื้นทวีปได้ และนับแต่ก่อตั้งประเทศเป็นต้นมา ญี่ปุ่นก็ยังคงรักษาวัฒนธรรมของตนในขณะเดียวกันก็รับวัฒนธรรมจากภายนอกเข้ามา และสามารถนำมาประยุกต์ผสมผสานจนกลายเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง

เทศกาลปีใหม่เมื่อถึงเทศกาลปีใหม่ชาวญี่ปุ่นจะรับประทานโมจิ หรือซุปโมจิและจะไปไหว้พระขอพรที่วัด หลังจากนั้นก็จะนำต้นไม้ชื่อมัทซึ มาวางไว้ที่หน้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว และประดับด้วยไม้ไผ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงความซื่อตรง ซื่อสัตย์ เหมือนลำไผ่ และความอ่อนน้อมแต่แข็งแรงเหมือนต้นไผ่ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศ เทศกาลเซ็ตสึบุน  ชาวญี่ปุ่นจะนำถั่วแดงโปรยในบ้านและบริเวณนอกบ้านเพื่อไล่สิ่งไม่ดีออกจากบ้าน และให้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในบ้าน หลังจากนั้นก็จะรับประทานเมล็ดถั่วแดงจำนวนเท่ากับอายุของตนเอง เพราะเชื่อว่ารับประทานแล้วจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง เทศกาลวันเด็กผู้หญิงหรือฮินะมัทสึริ บ้านที่มีบุตรสาวจะนำตุ๊กตามาตั้งไว้ในบ้านเพราะเชื่อว่าจะนำมาซึ่งความสุข

เทศกาลวันเด็กผู้ชาย คือวันที่ 5 พฤษภาคม เทศกาลนี้จัดขี้นสำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น บ้านไหนที่มีลูกชายจะประดับว่าวปลาคาร์ฟยาว 1-2 เมตรให้ปลิวไสวตามจำนวนบุตรชาย ในบ้านมีการจัดพิธีบูชาตุ๊กตานักรบ ซึ่งประกอบด้วยเสื้อเกราะ หมวกเกราะหรือที่เรียกว่า โกะงัสสึ นิงเงียว เพื่ออธิษฐานขอให้บุตรชายที่รักมีสุขภาพแข็งแรง ไร้โรคภัยไข้เจ็บ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดอกโชบุและดอกคะชิวะและโมะติ ประดับไว้กับตุ๊กตานักรบที่ชื่อว่า Kabuto และมีการดื่มสาเกฉลองเช่นเดียวกับเทศกาลวันเด็กผู้หญิง  เทศกาลโอะฮานามิ เป็นเทศกาลชมดอกซากุระ จัดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน-กลางเดือนเมษายน เป็นงานที่สำคัญงานหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ ชาวญี่ปุ่นจะพากันออกมาชมความงามของดอกซากุระ ซึ่งพร้อมใจกันบานสะพรั่งรับฤดูใบไม้ผลิเป็นสีชมพูตลอดทางเทศกาลหิมะ Snow Festival  จัดที่ Sapporo ทุกเดือนกุมภาพันธ์ อากาศที่หนาวเย็น ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมุ่งหน้าสู่เมืองซับโปโร บนเกาะฮอกไกโด เพื่อร่วมสนุกสนานกับเทศกาลหิมะ

7 เส้นทางท่องเที่ยวในฝันรอบโลก

30 July 2015 | By admin in ท่องเที่ยว | Comments Off

ใครที่หลงใหลการเดินทาง ก็คงอยากเดินทางนานๆ สักครั้งในชีวิต ฟังมาก็เยอะ อ่านมาก็แยะ แต่ยังไม่เคยได้ออกเดินทางจริงๆเลยสักที.. เอาล่ะ! จะให้คนอื่นเล่าให้ฟังอย่างเดียวไม่ได้หรอกนะ ประสบการณ์การเดินทางเนี่ย มันต้องออกไปสัมผัสด้วยตัวเอง!

7 เส้นทางท่องเที่ยวในฝัน ของนักเดินทางหลายๆคนทั่วโลก! ตั้งแต่อเมริกา แอฟริกา ยุโรป จนถึงเอเชีย ถ้าใครไม่รู้จะไปไหน ไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองดูไว้เป็นไกด์ไลน์ ส่วนใครที่อยากไปแต่ยังไม่มีโอกาส ไม่มีเงิน ไม่กล้า กลัว… ไม่เป็นไรนะ แต่อย่าลืมทดไว้ในใจก่อนล่ะ เผื่อมีโอกาสได้ไปเข้าสักวัน

1. Banana Pancake Trail

เส้นทางยอดฮิตของมือใหม่หัดเที่ยวแบกเป้ Banana Pancake Trail หรือก็คือ AEC บ้านเรานั่นเอง หลายๆคนอาจจะงงว่า ชื่อเรียกนี้มาจากอะไร ซึ่ง Banana Pancake นั้นไม่ใช่แพนเค้กกล้วยสวยๆในคาเฟ่เก๋ๆ แต่คือ โรตีกล้วยบ้านเรานั่นแหละ! อาหารทานเล่นยอดฮิตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปไหนก็เจอเลยเอามาตั้งชื่อซะเลย เส้นทางนี้เป็นที่นิยมเพราะว่าเดินทางง่าย ค่าครองชีพถูก ผู้คนเป็นมิตร และเป็นโซนที่อากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี ใครยังไม่เคยเที่ยวแถบนี้ต้องไปแล้วละ ของดีใกล้บ้านขนาดนี้

2. Trans-Siberian Railway

เส้นทางเดินรถไฟที่ยาวที่สุดในโลก Trans-Siberian Railway ทางรถไฟสายหลักที่เชื่อมโยงฝั่งยุโรปและเอเชียของรัสเซีย ยาวเกือบหมื่นกิโลเมตร วิ่งผ่าน 2 ทวีป 7 โซนเวลา 87 เมือง ใช้เวลาเดินทางทั้งวันทั้งคืนเป็นอาทิตย์ ใครชอบนั่งรถไฟคงไม่พลาดเส้นทางยอดนิยมนี้ แต่ก็มีอีกเส้นทางหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ Trans-Mongolian ซึ่งเริ่มวิ่งจากเมืองปักกิ่งของจีน ผ่านมองโกเลียแล้วค่อยเข้ารัสเซีย แต่ไม่ว่าจะรถไฟสายไหนก็สามารถเดินทางเชื่อมต่อเข้าทวีปยุโรปได้ และแน่นอนว่านักเดินทางส่วนใหญ่ก็นั่งรถไฟเที่ยวยาวตั้งแต่จีนไปจนถึงอังกฤษนั่นแหละ!

3. Silk Road

เส้นทางสายไหม หรือ Silk Road เส้นทางโบราณที่เชื่อมระหว่างตะวันออกและตะวันตก มีความยาวกว่า 6,000 กิโลเมตร ผ่านสภาพอากาศที่ต่างกันสุดขั้ว ทั้งทะเลทราย ทั้งภูเขาหิมะ ตั้งแต่จีนไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งชื่อเส้นทางสายไหมนี้ได้มาจาก การค้าผ้าไหมจีนที่รุ่งเรืองในสมัยก่อน ทั้งชาวจีน เปอร์เซีย กรีก โรมัน อินเดีย ต่างก็ใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางกันทั้งนั้น เส้นทางสายไหมจึงเต็มไปด้วยร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่น่าค้นหา รวมไปถึงธรรมชาติที่สวยงาม

4. Hippie Trail

Hippie Trail ชื่อก็บอกละว่า ฮิปปี้ แน่นอนว่าเส้นทางนี้เกิดขึ้นในช่วงยุค 60s – 70s ยุคที่ฮิปปี้กำลังเฟื่องฟู เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวที่รักอิสระ ไม่เอาสงคราม ต่อต้านสังคม มีเซ็กซ์เสรี เสพกัญชา และตั้งคำถามกับชีวิต จึงออกเดินทางแสวงหาไปทั่ว เลยเกิด Hippie Trail ขึ้นมา โดยเริ่มตั้งแต่อังกฤษยาวลงมาจนสุดที่ริมชายฝั่งทะเลเมือง GOA ของอินเดีย โดยการเดินทางเน้นใช้เงินให้น้อยที่สุด เดินทางให้นานที่สุด โบกรถ ค่ำไหนนอนนั่น กินง่ายอยู่ง่าย เรียกได้ว่าเป็นยุคบุกเบิกของการเที่ยวแบบแบคแพ็คที่ฮิตกันอยู่ในปัจจุบันนี้

5. Trans-Africa Trail

เส้นทางสุดโหดของทวีปแอฟริกา ตั้งแต่ตะวันออกไปตะวันตก ปกติแล้วคนจะนิยมเที่ยวทีละฝั่ง ไม่ฝั่งตะวันออก (อียิปต์-แอฟริกาใต้) ก็ฝั่งตะวันตก (โมร็อคโค-แอฟริกาใต้) ใครคิดว่ารวมทั้งสองฝั่งแล้วโหดเกินไปค่อยๆเก็บทีละฝั่งก็ได้ ฝั่งตะวันตกจะถูกกว่า ลุยกว่า แต่ใช้ระยะเวลาเดินทางมากกว่า ส่วนฝั่งตะวันออกจะแพงกว่านิดหน่อยแต่เดินทางสะดวกกว่า แต่ทั้งสองฝั่งนี้ไม่ควรพลาดจริงๆ เพราะทวีปแอฟริกา เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณแห่งแรกของโลก เป็นทวีปที่อุดมด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและสัตว์ป่า ทั้งนี้ยังมีชนเผ่าดั้งเดิมน้อยใหญ่ต่างๆที่ยังดำรงชีวิตอยู่ทั่วไปในทวีปนี้

6. Gringo Trail

Gringo Trail อีกหนึ่งเส้นทางสุดคลาสสิคของละตินอเมริกา เป็นเส้นทางที่รวบรวมสถานที่สำคัญต่างๆของละตินอเมริกาไว้ด้วยกัน โดยเริ่มตั้งแต่อเมริกากลางไปสุดที่อเมริกาใต้ ยาวจากเม็กซิโกไปจนถึงบราซิล ผ่านดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณของชาวมายาและชาวอินคา ผ่านดินแดนที่มีพื้นที่ป่าไม้มากที่สุดในโลก ผืนป่าลุ่มน้ำอเมซอนที่เต็มไปด้วยสัตว์และพืชที่ไม่สามารถพบได้ในที่อื่น ผ่านทุกสภาพแวดล้อม ทั้งภูเขาไฟ ธารน้ำแข็ง ทะเลทราย ถือเป็นเส้นทางที่มีความหลากหลายในทุกๆมิติ

7. Trans-American Trail

เส้นทางสุดท้าย Trans-American Trail เส้นทางการเดินทางข้ามรัฐตั้งแต่ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ไปฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของประเทศอเมริกา ถึงจะอยู่ในประเทศแต่ระยะทางจากทั้งสองฝั่งนั้นไม่ต่างอะไรจากการเดินทางข้ามทวีปเลย แน่นอนว่าถ้าพูดถึงการเดินทางในอเมริกา หลายๆคนคงนึกถึง Road Trip การขับรถเดินทางท่องเที่ยวไปในรัฐต่างๆ เส้นนี้เป็นอีกหนึ่งเส้นทางที่คนนิยมและยังสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศแคนาดาผ่านเส้น Trans-Canada ตระเวนเที่ยวไปทั่วทวีปอเมริกาเหนือ นอกจากมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลากหลายแล้ว ถนนหนทางยังสะดวกสบาย เดินทางง่ายอีกด้วย

แอฟริกาใต้มีที่เที่ยวที่น่าสนใจมากมายรอคุณอยู่

30 June 2015 | By admin in ท่องเที่ยว | Comments Off

38_20100208161725.
แอฟริกาใต้เป็นประเทศอิสระที่อยู่ตอนปลายทางใต้สุดของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนติดกับประเทศนามิเบีย ประเทศบอตสวานา ประเทศซิมบับเว ประเทศโมซัมบิก และประเทศสวาซิแลนด์ ส่วนประเทศเลโซโทเป็นดินแดนที่ถูกล้อมรอบทุกด้านด้วยอาณาเขตของประเทศแอฟริกาใต้ รวมทั้งยังเป็นประเทศส่งออกเพชรและทองคำ มีชาวพื้นเมืองผิวขาวได้แก่ ชาวแอฟริกันที่สืบเชื้อสายจากชาวดัตช์ที่มาตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มแรก ปัจจุบันมีทั้งชาวดัตช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และชนเผ่าพื้นเมือง คือ ซูลู โดยแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและเป็นที่ 3 ของโลกที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิประเทศประกอบด้วย ชายฝั่ง ภูเขา ทะเลทราย มีผืนป่าที่เขียวชะอุ่ม และมีสัตว์ป่าที่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ทั่วไปในแอฟริกา และยังมีอีกหลายอย่างในแอฟฟริกาใต้

แอฟริกาใต้แบ่งออกเป็น 9 จังหวัด แต่ละจังหวัดต่างมีพืชพันธุ์ วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ หรืออัญมณีที่มีค่าที่รอการค้นพบ มีชายฝั่งที่สวยงามทอดผ่านมายังแหลมตะวันตก ผ่านไปยังแหลมตะวันออกถึงเมือง KweaZulu Natal ภูเขาที่ตั้งสูงตระหง่านมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม เงียบ สงบ และสามารถมองเห็นเมือง Mpumalanga และเหนือไปทางทิศตะวันตกก็คือเมือง Limpopo และ Guanteng เมืองที่มีชีวิตชีวาไปกับชีวิตกลางคืน แอฟริกาใต้มีเวลาเหมือนกับทวีบยุโรป นั่นหมายความว่า การท่องเที่ยวในยามราตรีจะมีความสะดวกเป็นอย่างมาก มื้อค่ำที่ผ่อนคลาย และสามารถนอนหลับได้ง่ายๆ ปราศจากอาการเจ็ทแล็คซึ่งมักเกิดขึ้นได้เสมอโดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเที่ยวบินระยะยาว

แอฟริกาใต้มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนาและเผ่าพันธุ์ มีภาษาที่ใช้เป็นทางการถึง 11 ภาษา ภาษาหลักคือ อังกฤษ และ Afrikaan สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2504 ถูกปกครองโดยคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อย และมีนโยบายการปกครองแบบแบ่งแยกเชื้อชาติและการกีดกันสีผิวอย่างรุนแรง จนกระทั่งสหประชาชาติประกาศคว่ำบาตรแอฟริกาใต้ในปี 2520 และประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติยุติการติดต่อทางการเมืองกับแอฟริกาใต้ แรงกดดันทั้งจากในประเทศและจากนานาชาติส่งผลให้นโยบายเหยียดผิวในแอฟริกาใต้ผ่อนคลายลง และได้มีการเลือกตั้งอย่างไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2537 โดยผู้นำชาวผิวดำที่มีบทบาทสำคัญในการยุตินโยบายเหยียดผิวคือ นายเนลสัน แมนเดลา ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีผิวดำคนแรก

ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปต่างประเทศเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

20 May 2015 | By admin in ท่องเที่ยว | Comments Off

การจะเดินทางไปต่างประเทศแต่ละทีมีเรื่องให้ต้องเตรียมตัวมากมาย แต่เรื่องเอกสารต่างๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างหนึ่ง คุณอาจเดินทางโดยเสียเปล่าไม่ได้เข้าประเทศนั้น ดังนั้นเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนเดินทางมาให้คุณ

1. ก่อนเดินทางไปต่างประเทศ
ควรศึกษาเกี่ยวกับประเทศนั้นให้รอบคอบว่าประเทศที่จะเดินทางไปนั้น มีกฎหมายห้ามการนำสิ่งของใดเข้าประเทศ ในบางประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย การนำอาวุธปืน กระสุน วัตถุระเบิด หรือยาเสพติดร้ายแรงเข้าประเทศจะมีโทษถึงประหารชีวิต โดยติดต่อขอทราบรายละเอียดจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศที่จะเดินทางไป
2. ไม่ควรรับฝากสิ่งของจากผู้อื่น
เว้นแต่จะได้ตรวจสอบให้แน่ใจด้วยตนเองแล้วว่าสิ่งของนั้นไม่เป็นของที่ผิด กฎหมาย เช่น ยาเสพติด อาวุธ หรือสารต้องห้าม เพราะหากถูกเจ้าหน้าที่ปลายทางตรวจพบจะยากในการแก้ข้อหา
3. ควรจำหรือพกพาหมายเลขติดต่อโทรศัพท์ที่สำคัญ
ควรจำหรือพกพาหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่ของสถานทูต สถานกงสุลไทยในต่างประเทศไว้ตลอดเวลาเพื่อใช้ติดต่อขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน
4. หนังสือเดินทางเป็นเอกสารสำคัญมาก
เก็บหนังสือเดินทางไว้กับตัว และควรถ่ายสำเนาเก็บไว้อย่างน้อย 1 ชุด อย่ามอบให้ใคร เก็บไว้นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่กองตรวจคนเข้าเมืองที่มีสิทธิขอดูและตรวจสอบ และในกรณีที่หนังสือเดินทางหายให้แจ้งความต่อตำรวจท้องถิ่น และนำใบแจ้งความมาติต่อเจ้าหน้าที่สถานทูตและสถานกงสุลไทยที่อยู่ใกล้ที่สุด ทันที เพื่อขอออกเอกสารการเดินทางแทน กรณีเช่นนี้หากมีบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงก็จะช่วยให้ออกเอกสารเดินทางได้ เร็วขึ้น
5. ควรหมั่นตรวจสอบอายุวีซ่า
เพราะหากวีซ่าขาดอายุ ท่านอาจถูกปรับ จำคุก และ/หรือส่งตัวกลับประเทศไทยได้
6. กรณีประสบเหตุร้ายในต่างประเทศ
เช่น ประสบอุบัติเหตุ ถูกล่อลวงไปค้าประเวณี ถูกหน่วงเหนี่ยวกักขังโดยมิชอบ ท่านสามารถขอความช่วยเหลือจากสถานทูต สถานกงสุลไทยทุกแห่ง แม้ว่าท่านอาจไม่มีหนังสือเดินทางหรือวีซ่าขาดอายุ หรือเป็นผู้เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายก็ตาม
7. ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศเป็นระยะเวลานาน
ควรแจ้งชื่อ ที่อยู่ ให้สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยประจำประเทศที่ไปอยู่ทราบ รวมทั้งแจ้งการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ทุกครั้ง เพื่อทางสถานทูต สถานกงสุลไทย สามารถติดต่อท่านได้ในยามฉุกเฉินและจัดทำทะเบียนคนไทยเพื่อให้การช่วยเหลือ ในกรณีมีเหตุจำเป็น รวมทั้งแจ้งญาติ บุคคลในครอบครัว หรือเพื่อนสนิทให้ทราบไว้ด้วย

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการจัดการระบบโทรคมนาคมค่อนข้างซับซ้อน

24 April 2015 | By admin in ท่องเที่ยว | Comments Off

14

ออสเตรเลียมีชื่อประเทศอย่างเป็นทางการว่าเครือรัฐออสเตรเลียออสเตรเลียเคยเป็นประเทศอาณานิคม ของอังกฤษมาก่อน ปัจจุบันออสเตรเลียเป็นประเทศในจักรภพ ที่ตั้ง ประเทศอยู่บนเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในขณะเดียวกันออสเตรเลีย ก็เป็นทวีปทีเล็กที่สุดในโลกด้วยออสเตรเลียเป็นประเทศ”ใหม่”แม้จะ มีประวัติความเป็นมาในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ที่ไม่ยาวนาน ไม่มี ร่องรอยอารยธรรมโบราณที่เป็นรากเหง้าของอารยธรรมโลก แต่ ออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง มีธรรมชาติสวยงาม หลากหลาย เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าไปเยือน มีเสน่ห์อย่างยิ่งด้วยความ มีน้ำใจและความเป็นกันเองของคนออสเตรเลียกับความสวยบริสุทธิ์ของ ธรรมชาติ

สภาพภูมิอากาศของออสเตรเลียแตกต่างกันในแต่ละรัฐ สภาพอากาศทั่วไป จะเป็นแบบเขตร้อนจนถึงเขตอบอุ่น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ทัสมาเนียประมาณ 0-12 องศาเซลเซียส และร้อนสุดที่มณฑลตอนเหนือประมาณ 33-34 องศาเซลเซียสออสเตรเลียใช้สกุลเงินดอลลาร์ออสเตรเลีย โดย 1 ดอลลาร์ออสเตรเลียจะมีค่าเท่ากับ 100 เซ็นต์ และมีการแบ่งค่าของเงินดังนี้ คือ ค่าของธนบัตรมีแบบใบละ 5, 20, 50 และ 100 ดอลลาร์ ส่วนเหรียญที่ใช้ จะมี 2 แบบคือเหรียญทอง จะมีเหรียญละ 1 ดอลลาร์ และ 2 ดอลลาร์ ส่วนเหรียญเงินจะมีแบบเหรียญละ 5, 10, 20 และ 50เซ็นต์ ซึ่งมีอัตราแลกเปลี่ยนกับเงินบาทไทยอยู่ที่ประมาณ 30 AUD ต่อ 1 บาท

ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีการจัดการระบบโทรคมนาคมค่อนข้างซับซ้อน แต่โทรศัพท์สาธารณะที่สามารถโทรออกต่างประเทศนั้นสามารถหาได้ใช้ได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ทำการไปรษณีย์, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, สถานีรถไฟหรือตามท้องถนนต่างๆ โดยมีทั้งแบบหยอดเหรียญ บัตรโทรศัพท์ และบัตรเครดิต การหาซื้อบัตรโทรศัพท์นั้นสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป (Milk Bar) 7eleven ร้านขายอุปกรณ์สื่อสาร และร้านค้าของคนจีนในย่าน China Town ส่วนอัตราค่าโทรศัพท์ ในพื้นที่เดียวกันจะเริ่มต้นที่ 40 เซ็นต์ ส่วนอัตราค่าโทรศัพท์ทางไกลไปต่างประเทศนั้นจะมีหลายราคา ตั้งแต่ 80 เซ็นต์ต่อนาที ไปจนถึงประมาณ AUD$ 2.5 ต่อนาที ขึ้นอยู่กับประเทศที่โทรไป รหัสทางไกลระหว่างประเทศของออสเตรเลียคือ 61 ถ้าจะโทรทางไกลจากออสเตรเลียมาไทยให้กด 0011 ตามด้วย 66 และกดหมายเลขโทรศัพท์ของสถานที่ที่ต้องการ